ศูนย์การเรียนรู้มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา)

ศูนย์การเรียนรู้มหิดล สถาปัตยกรรมที่มุ่งหวังให้เป็นศูนย์รวมจิตใจแห่งใหม่ของมหาวิทยาลัย เพื่อการปลูกฝังคุณธรรมของพระราชบิดา ศิษย์เก่า ครูบาอาจารย์ และหล่อหลอมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วย ของชาวมหิดลทุกคน

 

สถาปนิกได้รับมอบหมายให้รับหน้าที่ในการออกแบบปรับปรุงผังแม่บทใหม่ทั้งระบบให้ตอบสนองกับทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยจึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาวิทยาเขตและสถาปนาพื้นที่ศูนย์กลางแห่งใหม่ของมหาวิทยาลัย โดยเสนอให้นำงบประมาณที่ทางมหาวิทยาลัยเตรียมการไว้สำหรับการสร้างสำนักอธิการบดีแห่งมา มาใช้สร้าง“ศูนย์การเรียนรู้มหิดล” ที่จะเป็นเสมือน “ศูนย์รวมจิตใจแห่งใหม่” ของชาวมหิดลทุกคนแทน เพื่อสถาปนาพื้นที่รองรับกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้งด้านวิชาการ ชีวิต ความสัมพันธ์ และการสืบสานคุณค่าจากพระราชบิดา และศิษย์เก่า ในการเป็นบัณฑิตที่มีอุดมคติเพื่อรับใช้สังคม

 

แนวความคิดด้านสถาปัตยกรรม

1.เป็นสถาปัตยกรรมที่แห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็น “ชาวมหิดล”

ปัญหาสำคัญประการหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์และสำนึกในความเป็น “ชาวมหิดล” ของนักศึกษาไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร อันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตร่วมกันเพียงระยะเวลาสั้นๆระหว่างช่วงชั้นปีที่ 1 และ 2 ก่อนจะเเยกย้ายกันไปเรียนสาขาวิชาของตน และ การขาดพื้นที่ซึ่งเป็นเสมือน “หัวใจ” ของวิทยาเขตที่นักศึกษาทุกคนรับรู้ร่วมกัน

ศูนย์การเรียนรู้มหิดล(MLC) เป็นการสร้างสถาปัตยกรรม เพื่อเป็น”ศูนย์รวมจิตใจของชาวมหิดล” เป็นสถาปัตยกรรมแห่งความทรงจำเพื่อรองรับพิธีกรรมการเกิดใหม่(RE-BIRTH) ที่หล่อหลอมนักศึกษาทุกคนไปสู่ความเป็นชาวมหิดลร่วมกันผ่านการปลูกฝังคุณค่าและจิตสำนึกของชาวมหิดล และเป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมการเรียนรู้ ทั้งด้านวิชาการ ชีวิต ความสัมพันธ์ และ การสืบสานคุณค่าจากพระราชบิดา และ ศิษย์เก่า ในการเป็นบัณฑิตที่มีอุดมคติเพื่อรับใช้สังคม ทำให้ผู้ใช้อาคารและผู้มาเยือน สามารถรับรู้(REALIZE) ซึมซับถึงคุณค่าความเป็น “ชาวมหิดล” ผ่านเนื้อหาและสัญลักษณ์ขององค์สมเด็จพระราชบิดา(พระนามของมหาวิทยาลัย) เกียรติประวัติคุณงามความดีของรุ่นพี่ครูบาอาจารย์และคุณค่าหลัก 7 ประการของมหาวิทยาลัยมหิดลให้เกิดเป็น SENSE OF PLACE ซึ่งสัมผัสรับรู้ได้ในชีวิตประจำวัน

 

2.เป็นสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้น(TROPICAL ARCHITECTURE) ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ

เอื้อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติซึ่งเป็นหนึ่งในจิตวิญญาณความเป็นมหิดล ด้วยการสร้างรูปธรรมตัวอย่างของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่สืบทอดภูมิปัญญาในการอยู่ร่วมอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไทยในอดีต

 

การวางผังอาคาร

1.ออกแบบวางผังอาคารโดยให้ความสำคัญกับจุดตัดระหว่าง 2 แกนสำคัญ คือแกนทางสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงจากหอประชุมมหิดลสิทธาคาร สวนเจ้าฟ้า และพระบรมรูปสมเด็จพระราชบิดา มายังประติมากรรมดอกกันภัยมหิดล ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยที่สื่อถึงความก้าวหน้าและความสามารถในการปรับตัวให้พัฒนาไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างดีตัดกับแกนวิถีชีวิตที่เชื่อมระหว่างกลุ่มอาคารหอพักไปยังส่วนการเรียนการสอนต่างๆ เพื่อสร้าง SENSE OF PLACE ที่สื่อถึง “ความเป็นชาวมหิดล” อันชัดเจนและรับรู้ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

 

2.กำหนดให้มีพื้นที่เปิดโล่งอยู่บริเวณตรงกลางของอาคารบนแกนทางสัญลักษณ์เชื่อมต่อกับลานสมเด็จพระราชบิดา รายล้อมด้วยประติมากรรม เสา 7 ต้น ที่สื่อสารถึงคุณค่าหลัก (CORE VALUE) ของชาวมหิดล เพื่อรองรับพิธีกรรมการรับน้องของนักศึกษาชั้นปีที่ 1ทั้งหมดของมหาวิทยาลัยจำนวน 4000 คน ที่จะมาถวายบังคมและปฏิญาณตนต่อพระบรมรูปสมเด็จพระราชบิดา ในอ้อมกอดของหมู่รุ่นพี่ที่จะยืนอยู่บนระเบียงโดยรอบเพื่อโปรยดอกไม้ต้อนรับเหล่าน้องใหม่ เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำของพิธีกรรมที่เปรียบเสมือน การเกิดใหม่ (RE-BIRTH) สู่ความเป็นชาวมหิดล

 

3.กำหนดให้หอประวัติพระราชบิดาเป็นพื้นที่สำคัญที่สุดของอาคาร จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและสิ่งของสำคัญเกี่ยวกับสมเด็จพระราชบิดา ในฐานะแบบอย่างและศูนย์รวมจิตใจของชาวมหิดลรวมถึงออกแบบโถงแสดงเกียรติประวัติ (Hall of Fame)ที่นักศึกษาและผู้ใช้อาคารต้องเดินผ่านเป็นประจำ เชื่อมต่อกับหอประวัติพระราชบิดาให้เป็นพื้นที่จัดแสดงเรื่องราวเกียรติประวัติ และผลงานของศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดลที่สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม เพื่อเป็นการปลูกฝังสำนึกการอุทิศตัวเพื่อสังคมให้กับนักศึกษาทุกคน

 

สภาวะน่าสบาย

อาคารที่โปร่งโล่งอยู่สบาย และ ประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นความตั้งใจของผู้ออกแบบที่ต้องการออกแบบอาคารที่ตอบรับกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทย จึงได้ถอดรหัสภูมิปัญญาและองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ได้แก่ ใต้ถุน ข่วง ชาน ชายคา มาใช้ในการออกแบบที่ว่างและองค์ประกอบอาคาร รวมถึงการให้ร่มเงากับอาคารด้วยแผงกันแดด การใช้ต้นไม้เพื่อให้ร่มเงาแก่อาคาร และเน้นการระบายอากาศด้วยวิธีธรรมชาติโดยใช้ระบบปรับอากาศเท่าที่จำเป็น ให้เป็นตัวอย่างรูปธรรมของการสืบสานภูมิปัญญาพื้นถิ่นในการดำรงชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการออกแบบอาคารที่คำนึงถึงหลัก Tropical design ที่วางอาคารรับลมหลบแดด การเปิดช่องลมให้อาคาร การสร้างอาคารที่ไม่ปิดทึบ ปิดล้อมมากเกินไป การทำอาคารที่สามารถรับแสงธรรมชาติได้ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ เป็นผลให้

1. เป็นอาคารที่อยู่สบายในทุกพื้นที่

2. เป็นอาคารประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าไฟฟ้าลงได้อย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับอาคารอื่นในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติได้อีกด้วย

 

Location: Salaya Campus, Phutthamonthon District, Nakhon Pathom Province.
Year
Client/Owner: มหาวิทยาลัยมหิดล
Status: Completed Building
Building Area: 2,8650 ตารางเมตร
Project Value: 460 ล้านบาท
Collaborators: -