บ้านเฮือนธรรม

 

เราอยากให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ

เนื่องจากการลงพื้นที่ก่อสร้างหลายต่อหลายครั้งจนที่สุดพื้นที่นั้นบอกกับเราว่าจะต้องเก็บต้นไม้เดิมไว้ทุกต้น โดยพยายามวางเรือนหลบหลีกต้นไม้และให้สัมพันธ์กับต้นไม้เดิม เพื่อให้ต้นไม้เดิมเหล่านั้นกับเรือนที่เราปลูกใหม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน พื้นที่โครงการโอบล้อมไปด้วยขุนเขา ซึ่งแสดงพลังตระหง่านเป็นแม่ของผืนดินเราจึงวางเรือนให้มีมุมมองที่สัมพันธ์กับภูเขาที่โอบล้อมเราอยู่

เราสร้างสถาปัตยกรรมแบบตะวันออกที่เปิดโล่งเพื่อให้สอดรับกับธรรมชาติที่สมบูรณ์เป็นต้นว่า ศาลาที่เปิดโล่ง เรือนพักอาศัยที่มีใต้ถุนเรือนสำหรับพื้นที่เอกเขนกตลอดวัน การมีชานเรือนที่เปิดโล่งเพื่อรับภาพธรรมชาติได้อย่างกว้างขวาง

เราอยากให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ใช้พุทธธรรมนำชีวิตเพื่อไปสู่การตายอย่างสงบ

จากการกล่าวของพระไพศาลวิสาโลว่า”อยู่อย่างไรก็ตายอย่างนั้นให้อยู่กับธรรมชาติ ธรรมชาติจะช่วยสอนเราให้เห็นอนิจจังเห็นความไม่เที่ยง”เรือนต่างๆจึงถูกออกแบบให้สัมผัสสัมพันธ์กับธรรมชาติ

สถาปนิกร่วมกำหนดโปรแกรมกับเจ้าของบ้านด้วยการนำเสนอพื้นที่ใจบ้านเป็นศาลาธรรม

เจ้าของบ้านกล่าวว่า “เขาอยากอยู่เงียบๆไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใครต่อใครมากมาย”เขากล่าวในเชิงต้องการความสันโดษ

แต่เราเห็นว่าหากต้องการใช้พุทธธรรมนำชีวิตแล้ว จะต้องมีใจที่ใหญ่คลายความยึดมั่นถือมั่น และหากจะมุ่งปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุดแล้วสิ่งสำคัญนั้นเริ่มต้นที่เรื่องของ”ทาน”ซึ่งเป็นเบื้องต้นตามลำดับไปดังนี้ คือ ทาน ศีล ภาวนา ‘ทานเป็นฐานไปสู่การภาวนา’

อีกทั้งเจ้าของบ้านมีหมู่มิตรมากมายอันประกอบไปด้วยพระผู้ใหญ่หลายท่าน(หลวงพ่อคำเขียน พระไพศาล พระสันติพงศ์) พระเณรจากประเทศลาวเพื่อนบ้านชาวญี่ปุ่น เพื่อนสมัยทำงานเป็นอาสาสมัครร่วมกันที่ขอนแก่น และเพื่อนบ้านในละแวกนั้น ทุกคราวทีได้พบเจอหมู่มิตร เขามีพลังชีวิต เขามีรอยยิ้มบนใบหน้า

พื้นที่ใจบ้านเป็นศาลาธรรมจึงเป็นความเข้าใจร่วมกันแต่นั้นมาว่า จะเป็นที่ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านได้เปิดใจที่จะเป็นผู้ให้แก่หมู่กัลยาณมิตร

ให้ศาลาเป็นพื้นที่ทางธรรมเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมสนทนาธรรมและป็นที่พักกายพักใจของหมู่มิตร

ให้ศาลาธรรมเป็นที่สำหรับการปฏิสัมพันธ์ในหมู่เพื่อน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเป็นพื้นที่สำหรับหมู่มิตรได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติรอบกายกับภูเขาเบื้องหน้า ได้สัมผัสกับสายลมเย็น ได้เรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว การสร้างแกนสำหรับเรือนเจ้าของบ้านให้มีโอกาสเห็นพระธาตุที่ประดิษฐานที่ภูเขาฝั่งตรงข้ามได้ทุกๆวันเพื่อสร้างจิตให้เป็นกุศล เพื่อนำพาชีวิตไปสู่การตายอย่างสงบสุขหรือในเชิงอุดมคติก็เมื่อคือตายแล้วได้ไปสวรรค์

 

เราอยากให้บ้านหลังนี้เป็นชุมชนที่อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ระหว่างกลุ่มคนหลายกลุ่มที่จะมาอยู่ร่วมกันในสถาปัตยกรรมชิ้นนี้

เนื่องจากมีบุคคลหลายกลุ่มที่จะมาอยู่อาศัยร่วมกันบนพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งได้แก่ คุณสมยศและคุณอูซาโบโระ ซาโตะ คุณแม่ของคุณสมยศครอบครัวของพี่สาวคุณสมยศ คนทำงานอีก ๔-๕ คนแม่บ้าน และคนสวนและในพื้นที่ยังมีกิจกรรมที่ต่างกันคือ การอยู่อาศัย การทำงานพื้นที่กิจกรรมร่วมกัน อีกทั้งต้องรองรับญาติ หมู่มิตรด้วย ดังนั้นจึงสร้างเรือนหลายเรือน เพื่อแยกพื้นที่พักผ่อนกับการทำงานออกจากกัน โดยมีพื้นที่ศาลาธรรมเป็นตัวเชื่อมยามมีกิจกรรมร่วมกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัว และเกิดความเป็นชุมชนที่มีการรวมตัวกันได้

 

 เราอยากนำภูมิปัญญาพื้นถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการทำบ้านหลังนี้

บ้านเฮือนธรรมพยายามนำภูมิปัญญาพื้นถิ่นมาใช้ ซึ่งนำมาใช้ทั้งในแง่กายภาพและวัสดุท้องถิ่น โดยใช้ภาษาทางสถาปัตยกรรมที่ชัดเจน เรียบง่าย รวมถึงใส่ใจกับรายละเอียดต่างๆ ที่ก่อตัวเป็นรูปเรือน โดยประยุกต์ภูมิปัญญาเหล่านั้นให้เข้ากับวิถีชีวิตปัจจุบันพื้นที่ใต้ถุน เราพบว่าใต้ถุนเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ระหว่างวันมากกว่าพื้นที่บริเวณอื่น ข้อดีของใต้ถุนคือ เป็นพื้นที่ที่เย็นกายเพราะไม่ร้อนและมีลมพัดโชยมาตลอด เป็นพื้นที่ที่เย็นใจเพราะได้อยู่แวดล้อมธรรมชาติโดยรอบ บ้านเฮือนธรรมได้นำมาใช้กับเรือนพักอาศัย โดยประยุกต์ใช้บานเฟี้ยมที่ปิดได้โดยรอบ เพื่อป้องกันแมลงและยุงมารบกวนในเวลากลางคืน ส่วนในเวลากลางวันก็สามารถเปิดโล่งได้

เราพบว่าพื้นที่นี้ตอบสนองการใช้ชีวิตระหว่างวันได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศจังหวะของฝาเรือน ฝาเรือนพื้นถิ่นมักมีความโปร่ง ลมพัดผ่านได้หรือเป็นฝาไหลที่สามารถเปิด-ปิด เลือกได้ว่าจะให้ลมพัดเข้ามาได้หรือไม่ บ้านเฮือนธรรมได้นำมาใช้กับพื้นที่หลายส่วน เช่น เรือนพระสงฆ์ ที่นำฝาไหลมาใช้โดยแบ่งเป็นสองช่วง คือช่วงล่างและช่วงบน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งของบ้านพื้นถิ่นคือ เมื่อลมหนาวพัดผ่านก็ปิดช่วงล่างไม่ให้ลมพัดผ่านตัว และเปิดช่วงบนไว้สำหรับการระบายอากาศ

สำหรับฝาเรือนโดยส่วนใหญ่ก็ทดลองใช้จังหวะฝาเรือนในแบบยุ้งข้าวที่มีโครงเคร่าด้านนอกเรือน ภายในเรือนก็จะเป็นฝาไม้เรียบข่วง เป็นลานอเนกประสงค์ที่สถาปนิกพยายามสร้างขึ้นในพื้นที่ เพื่อรองรับในกรณีที่เจ้าของบ้านต้องต้อนรับคนหมู่มาก และอากาศดีพอก็สามารถใช้พื้นที่เหล่านี้ได้

โดยข่วงในบ้านเฮือนธรรมนี้ได้จัดไว้สัมพันธ์กับศาลาธรรม โดยมีข่วงทั้งด้านหน้าและด้านหลังของศาลาธรรม และข่วงนี้ยังมีหน้าที่เชื่อมเรือนต่างๆ เข้าหากันอีกด้วยบันไดที่โปร่งโล่ง สัมผัสกับธรรมชาติ ตามอย่างเรือนพื้นถิ่นทั่วไปที่เราพบชาน เติ๋น ระเบียง บ้านเฮือนธรรมได้สร้างพื้นที่ชานไว้ในทุกเรือนเพื่อให้เกิดพื้นที่กึ่งส่วนตัวกึ่งไม่ส่วนตัว ที่ทำให้ผู้คนในเรือนได้มีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติและได้ปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันฮ่อมริน พื้นที่ทางเดินระหว่างห้องมีรางนํ้าฝนวัสดุไม้ พยายามนำไม้ในท้องถิ่นมาใช้ โดยไม้นั้นถือเป็นวัสดุส่วนใหญ่ของการทำบ้านหลังนี้ เช่น ฝาเรือนไม้ พื้นไม้การนำไม้มาใช้ทำให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสกับไม้ ซึ่งเป็นสัมผัสที่อ่อนโยน นิ่มนวล รู้สึกถึงธรรมชาติ

 

 

Location: ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
Year 2551
Client/Owner: คุณสมยศ สุภาพรเหมินทร์ และ คุณอูซาโบโระ ซาโตะ
Status: ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์
Building Area: 1,100 ตารางเมตร
Project Value: 15 ล้านบาท
Collaborators: